5 เหตุผลครอบจักรวาล ที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ไม่สิ้นสุด

1. ไม่เข้าใจตนเองตามความเป็นจริง
หมายความว่า ไม่เข้าใจว่า กระบวนการเกิดความเป็นตัวตนของตนเองว่ามันคืออะไร ความคิดเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำอย่างไรจึงพ้นไปจากอำนาจของความคิด รวมถึงพ้นไปจากภาวะสำคัญมั่นหมายว่า ตนเองคือความเที่ยงแท้
2. ไม่เข้าใจคุณสมบัติของกิเลส
หมายความว่า มองเห็นกิเลสบางอย่างเป็นของดี เช่น มองว่า ความอยากนำมาซึ่งความสำเร็จ ถ้าจะสำเร็จเรื่องอะไรก็ต้องปลุกปั่นให้ตนเองเกิดความอยากมากๆ ใช้ความอยาก ความต้องการขับเคลื่อนชีวิต โดยไม่รู้ว่า ความอยากคือตัณหา คุณสมบัติของตัณหาคือทำให้จิตใจกระวนกระวาย เกิดมานะอัตตา การเปรียบเทียบ ความเห็นแก่ตัว หดหู่ หมดกำลังใจ ที่ใดมีตัณหา ที่นั่นย่อมมีความทุกข์เป็นปกติ จะไม่มีใครใช้ตัณหาขับเคลื่อนชีวิตแล้วไม่เกิดความทุกข์ใจ เปรียบเหมือนคนที่ต้องการทำงานให้ได้มากๆ แล้วไปกินยาบ้า จริงอยู่ยาบ้าช่วยให้ทำงานได้มากขึ้นในช่วงแรก แต่ถ้าใช้ไปนานๆ ใช้เรื่อยๆ ไม่ช้าย่อมตกเป็นทาสของมันในที่สุด ส่งผลให้กลายเป็นคนบ้า เพราะคุณสมบัติของตัณหาก็คือการงอก เพิ่ม พุ่ง ทะลุทะลวง ตัณหาจะต้องการสิ่งต่างๆ มากกว่าสิ่งที่เรามีเสมอ นี่คือธรรมชาติของมันที่เราต้องรู้เท่าทันเพื่อจะไม่ถูกมันกลืนกินชีวิต
3. ไม่เข้าใจกฎของความเป็นคู่
หมายความว่า ยังอยู่ในโลกของการให้ค่าตั้งราคา เช่น มองสีดำคือความชั่ว สีขาวคือความดี ทั้งที่ความจริงแล้ว สีดำและสีขาวไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าความเป็นสี หรือไปมองว่าการได้เท่ากับความสุข การเสียเท่ากับความทุกข์ ทั้งที่ความจริงแล้ว ได้มากับเสียไปคือสิ่งเดียวกัน ต่างมีทุกข์และสุขไปคนละแบบ การไม่เข้าใจความเป็นคู่นี้ทำให้มองอะไรๆ ในโลกผิดทั้งหมด เป็นการใช้ชีวิตโดยมีจิตใต้สำนึกที่เป็นทาสของมายาคติ เมื่อคนเป็นทาสของมายาคติแล้ว ความทุกข์จึงเป็นเรื่องปกติของชีวิตด้วย
4. ไม่เข้าใจความเป็นสามัญลักษณะ
กล่าวคือ บุคคลทั้งหลายมักเกลียดความผิดหวัง เกลียดการสูญเสียคนรักไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย เกลียดการสูญเสียของรัก ทรัพย์ ตำแหน่ง ไม่ชอบถูกนินทา ไม่ชอบความเหน็ดเหนื่อยจากการทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ชอบความแก่ ความเจ็บ และความตาย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้คือเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคนไม่มีข้อยกเว้น เมื่อมีเรื่องทำนองนี้เกิดกับเรา เรามักปฏิเสธ ไม่ยอมรับ โดยไม่เคยสังเกตวิเคราะห์เลยว่า มันคือความธรรมดาของโลก และมันจะเกิดขึ้นกับเราในลักษณะเดิมๆ อีกหลายครั้ง ไม่มีที่สิ้นสุด
5. ไม่เข้าใจเรื่องสุขทุกข์ตามความเป็นจริง
หมายความว่า ความสุขที่แท้จะต้องเป็นสุขที่ไม่พึ่งพาวัตถุ สังคม หรือตัวบุคคล เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถ้าเราไปยึดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเป็นปกติ เราก็จะทุกข์เป็นปกติ นั่นคือเรื่องธรรมดา เรายึดลูก เราก็ต้องทุกข์เพราะลูกแน่นอน เนื่องจากลูกก็อยู่ในกฎของความเปลี่ยนแปลง เรายึดคนรัก เราก็จะทุกข์เพราะคนรักแน่นอน เนื่องจากคนรักของเราก็อยู่ในกฎของความเปลี่ยนแปลง เราปลูกต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วยึดมันว่าเป็นของเรา วันหนึ่งต้นไม้ตาย เราก็เกิดความทุกข์อีก แม้ยึดในร่างกายของตน แล้ววันหนึ่งเมื่อมันเปลี่ยนสภาพ แก่ชรา ไม่สวยงามอย่างเดิม ทุกข์ย่อมมาเยือนอีกครั้งไม่ต้องสงสัย ครั้นเรายึดสติปัญญาของตนเอง วันหนึ่งเมื่อมีคนรู้มากกว่าเรา ได้รับคำสรรเสริญมากกว่าเรา คนอื่นไม่เห็นคุณค่าในสติปัญญาของเราแล้ว เราก็เกิดความทุกข์ขึ้นมาอีก เราถูกสอนให้มีจิตใต้สำนึกแห่งความยึดติด เราแทบจะยึดทุกอย่างในชีวิตว่าเป็นของเรา แม้สิ่งที่ไม่ใช่ของเราโดยตรง เราก็ยังมีความมุ่งหวังให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องการแทรกแซง จับความคิดของตนไปตัดสินชี้วัดอยู่ตลอดเวลา เหล่านี้คืออาการของความยึดที่ครอบสากลจักรวาล คือยึดทั้งรูปที่จับต้องได้ และยึดทั้งนามที่จับต้องไม่ได้ แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่มนุษย์คนหนึ่งจะโงหัวขึ้นจากความทุกข์ได้สำเร็จ
แม้ท่านได้อ่านบทความนี้แล้วคิดตาม
ท่านคงได้สำรวจอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต
แม้ท่านมีความตระหนักชัด ถึงจิตถึงใจจริงๆ
ท่านย่อมตัดสินใจรื้อถอดทัศนคติของชีวิตใหม่หมดทั้งระบบ
ข้าพเจ้าขอย้ำว่า “มันต้องรื้อใหม่ทั้งระบบ”
หนทางแห่งการดับทุกข์ขั้นถาวรจึงพอมีโอกาสเป็นไปได้
ท่านทั้งหลาย ขอให้คิดดูดีๆ เถิด
เราจะหนีความทุกข์ได้อย่างไร
ในเมื่อเรานั่นแหละ คือตัวตนแห่งความทุกข์ที่แท้จริง!!!
***ติดต่อ พศิน อินทรวงค์***
วิทยากร/บรรยาย/หนังสือ/บทความ
***ติดตามช่องยูทูป***
พศิน อินทรวงค์ - Pasin Intarawong
Last modified: Sunday, 16 May 2021, 8:47 AM